วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคมองโลกในแง่ดี

คนไทยสมัยนี้เครียดกันง่ายจัง วันๆ หนึ่งต้องพบกับความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ กังวลใจ กันหลายๆ ครั้ง ไม่ เหมือนกับคนไทยสมัยโบราณที่กว่าจะเกิดความเครียดขึ้นมาได้ โน่น..ต้องมีเสือบุกเข้ามากินวัว โจรบุกเข้ามาปล้น ถึงจะเกิดความเครียดกันทีหนึ่ง เรียกว่าวันๆ หนึ่งแทบจะไม่รู้จักความเครียดกันเลย ใบหน้าคนไทยสมัยก่อนจึงมีแต่รอยยิ้ม พวกฝรั่งซึ่งเป็นคนมาจากวัฒนธรรมอื่นมาเห็นเข้าพากันแปลกใจว่าทำไมคนไทย อารมณ์ดีกันจัง ก็เลยตั้งชื่อว่าให้ว่า "สยามเมืองยิ้ม"
นอก จากนี้คนไทยยังมีวิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ให้รู้จักคิดปล่อยวาง คิดให้สบายใจ ในยามที่ต้องพบกับปัญหาหนักๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือร่องรอยวิธีคิดเหล่านี้อยู่ในนิสัยคนไทยทั่วๆ ไปบ้าง แต่บางคนก็ลืมไปแล้ว หรือคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก วันนี้เครือข่ายฯจึงขอนำวิธีคิดเหล่านี้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นพุทธ และ ให้มีความทันสมัย เหมาะกับคนยุคปัจจุบันมากขึ้น นำเสนอเป็นเทคนิควิธีคิดมองโลกในแง่ดีสำหรับคนยุคไอที ดังต่อไปนี้

ยามพบอุปสรรคในการทำงาน

ไม่ เป็นไร..เอาใหม่ : คำพูดนี้สำคัญมากครับ เอาไว้ใช้อุทาน เวลาท่านต้องประสบกับปัญหาความล้มเหลวในการทำงานหรือ เจอข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน หรือ เวลาเพื่อนร่วมงานทำงานผิดพลาด คำพูดนี้จะเป็นเครื่องปลอบใจและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี คำว่า "ไม่เป็นไร" เป็นคำที่ทำให้จิตใจปล่อยวางจากปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นจากปัญหา คำว่า "เอาใหม่" เป็น คำพูดที่ปลุกคุณธรรมข้อ "วิริยะ" แปลว่า เพียรสู้งาน ปลุกใจให้เราคิดสู้ปัญหา ไม่ท้อถอย

ยามพบกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่พึงปรารถนา

โชคดีนะเนี่ย : ไม่ว่าคุณเจอะเจอกับความทุกข์กายทุกข์ใจอะไรในชีวิตประจำวัน ให้คิดเสียว่าสิ่งเลวร้ายที่เราต้องประสบทุกๆ ครั้ง มันไม่ได้ร้ายกาจจนถึงที่สุดแม้สักอย่างเดียว มันเป็นความ"โชคดี"ของเราจริงๆ ที่ไม่เจอหนักกว่านี้
ยกตัวอย่าง
เดินหัวชนเสาหัวปูด อุทานว่า "อูย ! ..โชคดีนะเรา หัวยังไม่แตก"
โดนตัดเงินเดือน พูดกับตัวเองว่า "เขาไม่ไล่เราออก ก็บุญแล้ว ถือว่ายังโชคดีนะเนี่ย"
ทำกาแฟร้อนๆ หกรดขากางเกง พูดกับตัวเองว่า "เหอ..ๆ โชคดี ที่มันไม่หกรดเป้ากางเกงเรา"


ยามมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เขา ยังดีนะ : เวลาคุณมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ เช่นเพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ฯลฯ เช่น บางคนอาจจะทำงานไม่ถูกใจ บางคนอาจจะทำอะไรผิดใจคุณ หรือ บางคนอาจจะมีเจตนาไม่ดีกับคุณ ให้คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันก็ยัง ไม่ได้ร้ายกาจถึงที่สุดกับคุณแต่อย่างใด มันยังมีแง่ดีๆ ให้เราคิดถึงเขาอยู่เสมอ
ยกตัวอย่าง
คนข้างบ้านนินทาเรา เราก็บอกกับตัวเองว่า โอ้... นี่เขายังดีนะที่ไม่ถึงกับมาดักทำร้ายเรา
มีคนมาขโมยปากกาที่โต๊ะทำงานเราไป เราก็คิดว่า เจ้าขโมยนี่ยังดี ที่ไม่ยกเครื่องคอมพ์เราไป
สาวหักอก เราก็คิดว่า เธอยังดีนะเนี่ย ที่ไม่ควงคู่แข่งมาเย้ยเราให้เจ็บใจหนักไปกว่านี้
เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ เราก็คิดว่า เขาก็ยังดีที่ไม่ใส่ร้ายป้ายสีเราข้างหลัง


เทคนิคคิดเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

เอ๊ะ...! ตรงนี้เราได้อะไร : เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้จิตตั้งแง่คิดเพื่อมุ่งหาความรู้ทันทีที่ได้พบกับ ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น นาย ก. เดินตกท่อ ขาแข้งถลอก นาย ก. ทั้งๆ ที่เจ็บปวด กลับตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า เราเดินตกท่อตรงนี้ เราได้อะไร ! เท่านั้นเองคำตอบต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมามากมาย อาทิเช่น
. เราได้ดูแลรักษาตัวเองอีกแล้วดีจัง ไม่ได้ดูแลตัวเองมานาน
. เราได้บทเรียนซาบซึ้งกับคำว่า "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง"
(เคยเดินมาดีๆ ทุกวัน วันนี้ใครกันดันมาเปิดฝาท่อ)

. มันทำให้เราได้ไอเดียเกี่ยวการทาแถบสีสะท้อนแสงตรงขอบท่อ เพื่อคนจะได้สังเกตเห็นได้แต่ไกลๆ
วิธี คิดเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเลยว่า ชีวิตนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย คือ แม้ว่าเราจะพบกับสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งคำถามเช่นนี้เป็นนิสัย เราก็จะได้สิ่งที่ดีๆ มากมายจนบางครั้งเราอาจจะต้องนึกขอบคุณที่ได้เจอกับปัญหาบ่อยๆ เลยทีเดียว
ยัง มีวิธีคิดมองโลกในแง่ดีอีกมากมายหลายวิธี ซึ่งเครือข่ายชาวพุทธกำลังค้นคว้าหาข้อมูลจากพระไตรปิฎก เพื่อประยุกต์เป็นวิธีคิดนำมาเสนอท่านโอกาสต่อไป อย่าลืมติดตามตอนที่ ๒ เร็วๆ นี้นะครับ สวัสดี


.......................................................
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1485

ความรัก... ก้าวเดิน

“ความรัก” ของคนเรา ก็มีเท้าเดินเหมือนกัน
เมื่อแรกเริ่ม . . . ความรักก็เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพราะ . . . อยากจะถึงจุดหมายที่หวังไว้


คือ . . . ใครคนหนึ่งที่เรารู้สึกดีๆด้วย

เมื่อสมหวังแล้วความรักก็เดินไปเรื่อยๆ
. . . ไม่ต้องก้าวยาวและเร็ว
. . . เดินไปตามปกติและก้าวต่อไปเรื่อยๆ
. . . ในช่วงนี้ถ้าเดินเร็วไปอาจจะเจอหลุมและสะดุดได้
ก็คงจะต้องเดิน . . . อย่างระมัดระวัง
. . . และก้าวให้ได้จังหวะ . . . ที่เหมาะสม


แต่เมื่อถึงเวลา . . . ที่ความรักผิดหวังหรือจบลง

ความรัก . . . ก็จะเดินช้าลง
บางทีอาจจะช้า . . . ช้าจนเหมือนเราเดินถอยหลัง

เหมือนกับ . . . คนที่หกล้มแล้วขาเจ็บ

จะเดินไม่ถนัดนัก . . . ต้องรอเวลาเพื่อรักษาให้แผลที่เกิดจากการหกล้มหาย
แล้วค่อยก้าวเดินต่อไป . . . อย่างปกติ



ความรักก็มี step ในการก้าวเดินไปอย่างนี้เรื่อยๆ

ช้าบ้าง . . . เร็วบ้าง จนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่เราได้เจอคนที่ใช่จริงๆ
วันนั้น . . . ความรักคงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ

ถึงจะหกล้มบ้าง ตกหลุมบ้าง

แต่ . . . ก็ยังมีคนที่คอยประคอง คอยเดินไปด้วยกัน
ไม่ใช่หกล้มแล้ว . . . ต้องลุกเดินต่อด้วยตัวเองอีกต่อไป


เมื่อความรัก . . . ก้าวเดิน

เราจึงต้องก้าวตาม . . . อย่างระมัดระวัง
จะหกล้มบ้าง จะสะดุดบ้างก็ต้องพยายามลุกขึ้น
. . . และกลับมาเดินต่อไป ให้ได้ . . .

คิดฮอดบ้าน..ปั่นจักรยานไปใส่เบ็ดนอนนา

วันนี้ เป็นวันที่ขี้เกียจทำงานอีกวันนึง...เลยนั่งดูรูปเล่น ไปเจอรูปนึง คนที่โพตรูปเขาเรียกไม่ถูกว่าเป็นเขียดหรือว่าปาด แต่ที่แน่ๆๆบ้านกระผมเรียกว่า เขียดตะปาด

นั่งดูเขียดตะปาดอยู่ นานเลยจินตนาการย้อนกลับไปสมัยตอนอยู่ซัก ม.ต้น นึกถึงตอนปั่นจักรยานไปใส่เบ็ดที่นาท่ง (นาที่อยู่ไกลออกจากหมู่บ้านไปซัก 5 กิโล) รู้สึกแป๊บๆๆในห้วงของความคิด...ความรู้สึกเดิมที่เกือบจะลืมไปแล้วได้กลับ มาอีกครั้ง...ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มานั่งอยู่หน้าคอมฯอยู่ในออฟฟิต ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุงในขณะนี้ (ซึ่งเป็นที่สุขกายแต่อึดอัดใจ)


เย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน...เปลี่ยนชุดนักเรียนเสร็จก็แบกจอบกับกะคุ(ถัง)ไปวัดเก่า
(แต่ก่อนเคยเป็นวัดตอนนี้เป็นที่ราบโล่งๆเหมาะในการดำรงชีวิตของไส้เดือน )แล้วก็บรรจงขุดใส้เดือนเพื่อที่จะเอาไปเป็นเหยื่อในการใส่เบ็ด ปริมาณใส้เดือนที่ต้องการก็ขึ้นอยู่กับว่าจะใส่เบ็ดกี่หลัง(คัน) และชนิดของไส้เดือนก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปเป็นเหยื่อของอะไรปลาหรือว่ากบ ถ้าใส่เบ็ดกบนิยมไส้เดือนตัวใหญ่ๆตัวยาวๆ ถ้าเบ็ดปลาก็นิยมตัวเล็กๆหรือไม่ก็ต้องตัดเป็นชิ้นๆพอให้ปลากินได้ ถ้าใส่เบ็ดแบบนอนค้างคืนอย่างน้อยก็ต้องเอาเบ็ดไปด้วยไม่ต่ำกว่า 50-100 หลัง(คัน)

พอได้เหยื่อในปริมาณที่เพียงพอแล้วก็อาบน้ำแต่งแต่งตัวเตรียมอุปกรณ์

1.หม้อแบต...ต้อง ชาตแบตเตอร์รี่ให้เต็ม โดยเอาไปชาตที่ร้านค้าพร้อมเติมน้ำกรดให้เสร็จสับ เสียตังค์ประมาณ 10 บาทรึเปล่าจำไม่ได้แล้ว..(ไม่ได้ใ่ส่เบ็ดนานความจำเริ่มเลือนลาง) อีกอันนึงที่ขาดไม่ได้คือหัวเทียน ช่วงนั้นถ้าใครมีหัวเทียนแบบสปอตไรแสงจะเป็นสีขาวๆๆสว่างมากๆๆก็จะดี ต้องมีสำรองไปด้วยอย่างน้อย 1-2 อัน เพื่อป้องกันหัวเีทียนบอดจะได้มีอันใหม่มาทดแทน
2.ค้อง..อุปกรณ์สำหรับใส่ปลาหรือกบ
3.รองเท้าบูต..เอาใว้กันสัตว์มีพิษเช่น งู ตะขาบ แม้กระทั่งกันมดแดง หนาม ฯลฯ  พร้อมทั้งกันไม่ให้ขาถูกน้ำเีดี๋ยวมันจะหนาวจะคัน
4.กางเกงขายาวเสื้อแขนยา..เอาใว้กันหนาว กันยุง
5.ยาจุดกันยุง..เอาใว้กันยุง
6.มีด เอาใว้ตัดไม้ แหวะปลามาปิ้งเพื่อทำเป็นอาหารเย็น
7.ข้าวเหนีียว เอาใว้กินกับปิ้งปลา เกลือเอาใว้หมักปลา ปลาแดกบองเอาใว้กินกับข้าวเหนียวกับปิ้งปลา
8.ไม้ขีดไฟ..เอาใว้ก่อไฟ
9.ที่ลืมไม่ได้ก็คือเบ็ดและก็กะคุหรือกระป๋องเล็กๆเอาใว้ใส่เหยื่อ(ไส้เดือน)...หุหุ
10.เหล้าขาว..อันนี้มีหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ความต้องการ ส่วนมากจะไปซื้อระหว่างทาง ถ้าเตรียมใว้ตอนนี้พ่อจะรู้...อิอิ  (^_^)

เมื่อ เตรียมอุปกรณ์แต่งตัวเสร็จก็เอาอุปกรณ์ทุกอย่างขึ้นจักรยานคู่ใจ ปั่นออกไปพร้อมกับเพื่อนคู่ใจไปนาท่ง ออกเิดินทางซักประมาณ 4 โมงเย็น ถึงนาท่ง ก็ประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งถือว่าเริ่มจะค่ำแล้วต้องรีบหาทำเลเหมาะๆใส่เบ็ด แล้วก็ตกลงกันว่าใครจะใส่่เบ็ดไปคันแทนาตรงไหนเพื่อไม่ให้ใส่เบ็ดซ้อนกัน แล้วก็ลงมือใส่เบ็ด จะใส่ตรงไหนห่างกันระยะเท่าไหร่ ใส่ฝั่งไหนของคันแทนา อธิบายไม่ได้มันรู้เอง..อิอิ ถ้าใส่เบ็ดในช่วงออกพรรษาบางทีก็จะมีโคมไฟลอยมา ให้วิ่งตามตามปะสาเด็กน้อยน่ารัก...อิอิ


เสร็จสับก็ประมาณซัก 6 โมงถึง ทุ่ม แล้วก็ออกไปหาฟืนก่อไฟใกล้ๆกับเถียงนาน้อย ที่โคนต้นพุทรา กินเหล้าขาวรอยามเบ็ดเที่ยวแรก พูดคุยเรื่อยเปื่อยตามปะสา แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องพุสาว แต่อย่างว่าหละ ได้แต่คุยไม่เคยลงมือทำ..แบบว่าจีบสาวไม่เป็น..อิอิ 

        ซักประมาณสองทุ่มกว่าๆก็ได้ฤกธิ์งามยามดีถือหม้อแบต ค้อง พร้อมกับกระป๋องเหยื่อ ออกไปยามเบ็ด ช่วงเวลานี้หละ...เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น...อิอิ 
        ถ้าเห็นเบ็ดมันโอนเอนไหว..ดึงดืดๆๆๆ แสดงว่าปลาติดเบ็ดแล้ว...ภาวนาอย่าให้เป็นปลาเข็ง(ปลาหมอ) (แต่ส่วนมากคำภาวนาไม่ค่อยจะเป็นจริง..อิอิ ) เบ็ดโอนเอนดึงดืดๆๆเบาๆแสดงว่าปลาเข็ง โอนเอนแรงๆเป็นจังหวะแสดงว่าปลาดุก โอนเอนแรงๆแบบน้ำกระจายไม่เป็นจังหวะแสดงว่าปลาช่อน หากเบ็ดพันกอข้าวแบบคันเบ็ดจมอยู่ในน้ำ..อันนี้น่าคิด..อิอิ อาจจะเป็นปลาไหลหรือไม่ก็งู ...
      จากนั้นก็ค่อยๆดึงเบ็ดขึ้นมาช้าๆๆ หากเบ็ดพันกอข้าวอยู่ก็ให้ค่อยๆเอามือเลื่อนไปข้างล่างช้าๆๆเพื่อปลดสายเบ็ด ที่พันกอข้าว....แต่ถ้าเห็นว่าปลาที่มันติดเบ็ดมันตัวใหญ่.. (^_^) ไม่ต้องสนใจกอข้าวครับถอนมันออกมาเลย 55 แต่บางทีความตื่นเต้นอาจจะกลายเป็นความน่ากลัว หากไอ้ตัวที่มันติดเบ็ดมันไม่ใช่ปลาแต่มันเป็นงู..แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นงู แล้วเข้าใจผิดว่ามันเป็นปลาแล้วเอามือไปจับมันมานี่ดิ...55 ความรู้สึกตอนนั้นไม่อยากอธิบาย 
    วิธีการเอาปลาออกจากเบ็ดก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าปลาอะไร ถ้าปลาเข็งก็ไม่ต้องพิถีพิถัน ปลาดุกก็ระวังหน่อยระวังมันจะตอดเอามันจะมีวิธีจับอยู่ไม่ขออธิบาย..อิอิ ส่วนปลาช่อนต้องออกแรงจับหน่อยเพราะมันแรงเยอะ แต่ถ้าเป็นปลาไหลหละไม่ต้องไปเอาเบ็ดออกหรอก..ตัดสายเบ็ดเลยเพราะมันเอาออก ไม่ได้แต่ต้องจับดีๆเพราะว่ามันลื่นจับยาก ถ้างูก็เอาเบ็ดทิ้งเลย 5555555
    บางที ความรู้สึกกลัวอีกอันนึงก็แว๊บเข้ามาทำให้เสีียวสันหลัง ฟ้าเริ่มร้อง ลมเริ่มพัดแรงๆใบข้าวพริ้วไหวกระทบกันเกิดเสียงดังพรืดๆๆๆๆ...ชวนขนขาลุก ฝนเริ่มตกปรอยๆๆ ยามเบ็ดใต้โคนต้นไม้ใหญ่ๆ ประกอบกับหัวเทียนหม้อแบตติดๆดับๆ ในยามที่ต้องการเพื่อนมันก็ไม่รู้ไปอยู่ไหน หากจะคิดหาหน้าพุสาวไม่ให้นึกถึงบรรยากาศตอนนี้ก็ไม่มีพุสาวให้คิดหา และแล้วจินตนาการอันโหดร้ายก็แทรกเข้ามา " ถ้าหากมีหัวคนมาติดเบ็ดเราทำไงดีหว๋า" ....ไม่อยากจะคิด  (--")
    พอยามเบ็ดเสร็จก็เลือกปลาออกมาแชร์กัน เอามาปิ้งเป็นอาหารเย็น ส่วนมากก็จะเลือกปลาเข็งกับปลาตัวเล็กๆ..อิอิ  ตัวใหญ่ๆเอาใว้ในค้องไปแช่น้ำใว้ แต่ต้องเอาไ้ม้คัดปากค้องใว้กันปากค้องเปิดเดี๋ยวปลามันกระโดดออกหมด ระหว่างรอปิ้งปลาก็ก้งเหล้าขาวไปด้วย  (^_^) กินข้าวกินปลาเสร็จก็นั่งสูดบรรยากาศ ชมดาวชมจันทร์กลางท้องทุ่งนา...ขอบอกว่าบรรยากาศสุดยอด  (^_^)
     จากนั้นดึกหน่อยซักเที่ยงคืนตีหนึ่งก็ไปยามอีกรอบ เป็นรอบสุดท้าย...หลังจากยามเบ็ดรอบสุดท้ายเสร็จก็กลับมานอนพักผ่อนข้างกอง ไฟ ช่่วงนี้เริ่มทรมาน ลมหนาวเริ่มพัดต้องผิวกาย ความคันก็เริ่มมาเยือน เสียงยุงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆๆ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าผสานกับฤทธิ์ของแอลกอฮอลก็ทำให้ หลับ....
     ซักประมาณตี 4-5 ก็จะตื่นขึ้นมาเองอัตโนมัติ(เป็นปกติอิอิ) เอาน้ำในนามาลูบหน้าลูบตาพอให้สดชื่น ลูบเยอะไม่ได้ หนาวววว...แล้วก็เริ่มกู้เบ็ดถ้าใครยังไม่ได้ปลาซักตัวนี่คือความหวังสุด ท้าย...อิอิ แต่หากไม่ได้จริงๆคนที่ได้ก็จะแบ่งให้ส่วนหนึ่งเป็นน้ำใจเพื่อเอาไปทำกับ ข้าวเลี้ยงพ่อแม่ พอกู้เบ็ดเสร็จก็ปั่นจักรยานริมคูน้ำชมพระอาทิตย์ขึ้น สูดบรรยากาศยามเช้า แสงพระอาทิตย์สาดส่องไปกระทบกับน้ำค้างบนใบข้าวเป็นประกาย...สวยงาม

เ ว ล า กั บ น า ฬิ ก า แ ต ก ต่ า ง แ ต่ เ ติ ม เ ต็ ม

แปลกมั๊ย..ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลากับนาฬิกาเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย

เวลา... เดินไปข้างหน้า
นาฬิกา.. เดินอยู่ที่เก่า

เวลา.. เราไม่อาจย้อนกลับ
นาฬิกา.. เราหมุนย้อนมันได้

เวลา.. เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน
นาฬิกา.. เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย

เวลา.. ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกะอะไร
นาฬิกา.. ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น

แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน


แต่ถามหน่อย.. ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย
หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร


ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว
ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ เพียงแต่จะมองเห็นมันรึป่าว?

ฉันกับเค้า.. อาจไม่มีอะไรเหมือนกัน

ฉันกับเค้า.. มีความคิด และวิถีชีวิตที่ต่างกัน

ฉันกับเค้า.. อาจเดินกันคนละเส้นทาง

ฉันกับเค้า.. อาจมีความฝันที่ห่างไกลกัน

ฉัน.. อาจเหมือนกับเวลา ที่ชอบเดินไปข้างหน้า  หาสิ่งใหม่ๆที่ท้าทาย โดยทิ้งหลายสิ่งไว้ข้างหลัง

เค้า.. อาจเหมือนกับนาฬิกา ที่ยังเป็นแบบเดิมๆ  ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในมุมเก่าๆ

ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันยังดึงดันจะมองแต่ข้างหน้า

ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันไม่มองไปข้างหลัง

เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังอยู่แบบเดิมๆ

เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเขาไป

แต่ฉันยังเฝ้ามอง เฝ้ารอ …  ความแตกต่าง อาจสร้างกำแพงบังเค้าไว้

แต่ฉันยังเชื่อมั่น ว่าซักวัน สิ่งนั้นน่ะแหละ   ที่จะเชื่อมโยงใจเราเข้าหากัน

ความแตกต่าง จะเติมเต็มส่วนที่เราขาดหาย

และสุดท้ายก็จะเหลือเพียงแค่คำว่า..**กันและกัน **

ที่มา:http://www.postsmiles.com/article_list

เรื่องดีๆ เกี่ยวกับพ่อ จาก พระพยอม

++เคยทำอะไรให้พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า 

....อาตมามีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง โยมพ่อของอาตมาเป็นคนขี้เหล้า... 

หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็กินเหล้าหมด 

++พอเมาก็ดุด่าโยมแม่กับอาตมา อาตมาไม่ชอบพ่อมาก....... 

++วันหนึ่ง โยมพ่อเมากลับบ้านไม่ไดมีคนให้อาตมาพายเรือไปรับ 

ตอนนั้น อาตมายังเป็นวัยรุ่น ทำงานมาทั้งวันก็อยากจะนอน.... 

อยากพักผ่อน.... อาตมารู้สึกโมโหมาก 

++พอพายเรือกลับบ้าน ก็ทิ้งโยมพ่อไว้ในเรือ 

แต่พ่อเมามากลุกไม่ไหว ตะโกนเรียก.... "ไอ่ยอม... ไอ่ยอม... เมิงมา 

อุ้มกุขึ้นบ้านหน่อย...กุขึ้นไม่ไหว " 

++ไอ่เราก็ทนรำคาญไม่ไหว เดินกระทืบเท้า ตึง.. ตึง.. ตึง.. 

กระชากร่างพ่ออุ้ม ในขณะที่อุ้ม...... 

++ความรู้สึกเจ็บแค้นที่พ่อทำให้เราลำบาก ชอบด่าว่าเราเจ็บ 

พออุ้มพ่อขึ้นมาจากเรือ... ถึงหัวสะพาน 

++จับร่างพ่อกระแทกกับหัวสะพาน ก้นพ่อกระแทกกับ 
พื้นไม้อย่างแรง เสียงดังโครม....

++พ่อแกร้องไห้......

แล้วพูดว่า "ไอ่ยอมนะ... ไอ่ยอม.. กุอุ้มเมิงมาแต่เล็กแต่น้อย....

กุนอนหลับ.. แต่เมิงไม่ยอมนอน... ร้องไห้กวน.. กุต้องลุกมาอุ้มเมิง...

ร้องเพลงกล่อมให้เมิงนอน

จะไปไหนเมิงเดินไม่ไหว.... เมิงเหนื่อย.. กุก็ต้องอุ้มเมิง.....

ทั้งที่กุก็เหนื่อย...... กุอุ้มเมิง.....

เมิงทั้งขี้ทั้งเยี่ยวใส่กุ.... แต่กุไม่เคยทุ่มเมิงลงกับพื้นสักครั้งเลย...

เพราะกุรักเมิง......

++วันนี้.. เมิงอุ้มกุ.... เหล้ากุไม่ได้หกโดนเมิงสักนิด

เมิงทุ่มกุลงพื้นทำไม....."

++พอพ่อพูดจบ น้ำตาอาตมาไม่รู้มาจากไหน....

มันไหลพรูลงมาอาบสองแก้ม

++อาตมาเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน ก้มลงกราบพ่อ แล้วพูดว่า.....

"พ่อครับ ต่อจากนี้ไป... ผมจะอุ้มพ่อตลอดชีวิต ...

โดยไม่บ่นและทุ่มพ่อ ลงพื้นอีกแล้วละครับ ..."

++หลังจากนั้น.... อาตมาทำงานอย่างหนักเพื่อมาให้พ่อ

หวังให้พ่อสบายขึ้น

++แต่เมื่อถึงวันนั้น มันก็สายไปแล้ว....

โยมพ่อได้จากอาตมาไปแล้ว ....คิดแล้วมันทรมานใจเหลือเกิน

++อาตมาทำผิดพลาดไปแล้ว และแก้ไขไม่ได้

++จึงอยากเตือนทุกคนเอาไว้ไม่อยากให้เสียใจไปตลอดชีวิต


++ปล. แล้วคุณล่ะ เคยทำอะไรให้พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า ?..

บางครั้งเราอาจเข้าใจท่านผิด

บางครั้งท่านเฉยเราก็คิดว่าท่านไม่สนใจ

แต่พอเราโตเราก็จะรู้เองว่า....

สิ่งที่ท่านทำกับเรามันเป็นสิ่งที่ท่านหวังดีกับเราเสมอ

++ขอให้รู้จักค้นหาหัวใจตัวเองให้ทันเวลา

ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป..... 


ที่มา : bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=r991699&page=2